การซื้อขายฟอเร็กซ์จะให้นักซื้อขายเก็งการเปลี่ยนแปลงในสกุลเงินตามช่วงเวลาแลกเปลี่ยนสกุลเงินและซื้อหรือขายสกุลเงินหนึ่งต่ออีกสกุลหนึ่ง นักซื้อขายจะมองหากำไรจากความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างคู่สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น หากเงินยูโรจะแข็งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นักซื้อขายก็จะซื้อคู่สกุลเงิน EUR/USD ในราคาต่ำและจากนั้น (ด้วยความหวัง) ก็จะขายออกในราคาที่สูงขึ้นเพื่อทำกำไร แน่นอนว่าหากนักซื้อขายซื้อเงินยูโนต่อเงินดอลลาร์ (EUR/USD) และเงินดอลลาร์แข็งตัวขึ้น นักซื้อขายก็จะอยู่ในตำแหน่งขาดทุน ดังนั้นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่มีในการแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์ ไม่ใช่เพียงคำนึงถึงรางวัล

การแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์ทำได้โดยการแลกเปลี่ยนคู่สกุลเงิน ราคาของคู่สกุลเงินจะรู้ได้โดยการเสนอราคา ตัวอย่างเช่น EUR/USD 1.12255

ในการเสนอราคาจะเห็นว่า EUR/USD อยู่ที่ 1.12255 สามารถอ่านได้ดังนี้คือ EUR เป็นสกุลเงินหลัก (สกุลเงินที่ถูกแลกเปลี่ยนจริงๆ) ส่วน USD เป็นสกุลเงินที่เสนอราคา (สกุลเงินที่ใช้เพื่อกำหนดมูลค่าของสกุลเงินหลัก) ราคา 1.12255 หมายถึงราคาที่เสนอ (แสดงจำนวนหน่วยของสกุลเงินที่เสนอราคาที่จะแลกกับสกุลเงินหลักหนึ่งหน่วย)

ตลาด OTC (ซื้อขายกันเองโดยตรง) คือตลาดที่มีการแลกเปลี่ยนเครื่องมือทางการเงิน เช่น สกุลเงิน หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างสองฝ่ายโดยตรง ตัวอย่างเช่น:

การเทรดแบบ OTC คือคุณลักษณะหนึ่งของตลาดทางการเงินต่างๆ รวมทั้งหุ้น ฟอเร็กซ์ และพันธบัตร เช่นเดียวกับอนุพันธ์อย่างเช่น CFD

ตลาด OTC ที่เป็นที่นิยมที่สุดคือฟอเร็กซ์ ที่มีการซื้อและขายสกุลเงินผ่านทางเครือข่ายธนาคารแทนศูนย์รับแลก หมายความการแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์นั้นไม่มีศูนย์กลางและสามารถเกิดขึ้นได้ 24 ชั่วโมงต่อวัน (ไม่ถูกจำกัดตามเวลาเปิดทำการของศูนย์รับแลก) ผู้ค้าแบบ OTC มักจะรับส่งข้อมูลราคา Bid และ Ask ผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล หรือการส่งข้อความทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

อัตราการแลกเปลี่ยน: มูลค่าของสกุลเงินหนึ่งในอีกสกุลหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้า EUR/USD คือ 1.3200 แปลว่า 1 ยูโรมีค่าเท่ากับ 1.3200 ดอลลาร์สหรัฐ

ปิป: ในการแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์ ส่วนเพิ่มของการเคลื่อนไหวทางราคาที่เล็กที่สุดที่สกุลเงินหนึ่งจะทำได้ เรียกอีกอย่างว่าจุด ตัวอย่างเช่น 1 ปิปของ EUR/USD = 0.000 และ 1 ปิปของ USD/JPY = 0.01

สกุลเงินหลักและสกุลเงินที่เสนอราคา: สกุลเงินแรกในคู่นั้นจะเรียกว่าสกุลเงินหลัก (มีค่าเป็น 1 เสมอ) สกุลเงินที่สองในคู่คือสกุลเงินที่เสนอราคา และมีค่าเท่ากับจำนวนที่ต้องการเพื่อแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินหลัก 1 หน่วย

ขนาดล็อต: ในการแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์ สกุลเงินจะซื้อขายกันเป็นล็อต ขนาดล็อตหมายถึงจำนวนหน่วยของสกุลเงินที่ท่านจะซื้อหรือขาย ขนาดมาตรฐานต่อล็อตคือ 100,000 หน่วย และตอนนี้ก็มีขนาดล็อตแบบมินิ ไมโครและนาโน เท่ากับ 10,000 1,000 และ 100 ตามลำดับ

สเปรด: คือความต่างของปิประหว่างราคาเสนอขายและราคาเสนอซื้อ สเปรดคือค่านายหน้าและใช้แทนค่าธรรมเนียมธุรกรรม สมมุติราคาของคู่สกุลเงินดังนี้ EUR/USD 1.3000 โบรกเกอร์จะไม่ขาย EUR/USD ให้ท่านที่ 1.3000 แต่โบรกเกอร์จะเสนอราคาให้ท่านสูงกว่านั้นเล็กน้อย เช่น 1.3001 ทั้งนี้หากท่านต้องการขาย จะไม่มีใครซื้อ EUR/USD ที่ 1.3000 แต่อาจจะจ่ายแค่ 1.2999 ความแตกต่างของราคา 1.2999 และ 1.3001 เท่ากับ 2 ปิป

มาร์จิ้น: มาร์จิ้นคือจำนวนเงินที่ต้องมีเป็น “เงินฝากโดยสุจริต” เพื่อเปิดตำแหน่งกับโบรกเกอร์ของท่าน มาร์จิ้นคือจำนวนขั้นต่ำของกองทุน แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ท่านจะต้องมีหากต้องการเปิดตำแหน่งและรักษาตำแหน่งนั้นไว้ มาร์จิ้นปกติแล้วจะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนเต็มของตำแหน่งนั้น ตัวอย่างเช่น โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ส่วนมากจะบอกว่าเขาต้องการมาร์จิ้น 2% 1% 0.5% หรือ 0.25%

ก่อนจะทำการแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์ ท่านควรรู้ว่าท่านอาจได้หรือเสีย สมมุติว่าท่านมีตำแหน่ง 100,000 EUR/USD แลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบันที่ 1.6240 หากราคาขยับจาก EUR/USD 1.6240 เป็น 1.6255 แปลว่าราคาขยับขึ้นไป 15 ปิป สำหรับตำแหน่ง 100,000 EUR/USD ความเคลื่อนไหว 15 ปิปเทียบได้กับ 150 ดอลลาร์สหรัฐ (100,000 x 15) เราต้องรู้ว่าจะซื้อคู่สกุลเงินหรือจะขายระยะสั้น เพื่อดูว่าจะในการแลกเปลี่ยนนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุน:

ตำแหน่งยาว: ในกรณีของตำแหน่งยาวคือ หากราคาขยับขึ้น จะถือว่าเป็นกำไร และถ้าราคาขยับลงก็จะเป็นขาดทุน ในตัวอย่างก่อนหน้า หากเป็นตำแหน่งยาวของคู่ EUR/USD แปลว่าจะได้กำไร 150 ดอลลาร์สหรัฐ อีกทางหนึ่งคือหากราคาขยับลงจาก EUR/USD 1.6240 เป็น 1.6220 ก็จะเป็นการขาดทุน 200 ดอลลาร์สหรัฐ (100,000 x -0.0020)

ตำแหน่งสั้น: สำหรับตำแหน่งสั้น หากราคาขยับขึ้นจะเป็นการขาดทุน และหากราคาขยับลงก็จะเป็นกำไร ในตัวอย่างเดียวกัน ถ้าเรามีตำแหน่งสั้นของคู่ EUR/USD และราคาขยับขึ้นไป 15 ปิป ก็จะขาดทุน 150 ดอลลาร์สหรัฐ และถ้าราคาขยับลง 20 ปิป ก็จะได้กำไร 200 ดอลลาร์สหรัฐ

มีเหตุผลหลายอย่างที่นักลงทุนควรเลือกการแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์ ตลาดฟอเร็กซ์คือตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกในแง่ของปริมาณธุรกรรมต่อวัน และเกือบจะมีสภาพคล่องมากที่สุด ตลาดนี้เข้าถึงได้ง่ายเนื่องจากเปิดตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน

สภาพคล่องสูง: เพราะว่าตลาดฟอเร็กซ์ของโลกนั้นกว้างมาก จึงให้นักเทรดได้มีสภาพคล่องสูง หมายถึงความง่ายในการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ ในกรณีนี้ ขนาดที่ใหญ่ของตลาดฟอเร็กซ์ทำให้นักเทรดเข้าและออกตำแหน่งได้ง่ายมาก

พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง: สิ่งดึงดูดหลักอย่างหนึ่งของการแลกเปลี่ยนฟอเร็กซ์คือตลาดสกุลเงินเปิด 24 ชั่วโมงต่อวัน นักลงทุนทั่วโลกต้องการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน จึงเป็นเรื่องง่ายมากหากนักลงทุนต้องการรวมเอาการแลกเปลี่ยนประเภทนี้ไว้กับงานพาร์ทไทม์หรืองานเต็มเวลา ตัวอย่างเช่น หากท่านทำงานเต็มเวลาปกติตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นตามเขตเวลาของท่าน ท่านก็ยังแลกเปลี่ยนได้หลังจากเลิกงาน

เลเวอเรจที่คุ้มค่า: นักเทรดอาจชอบการซื้อขายฟอเร็กซ์มากกว่าหุ้น เพราะว่าได้เลเวอเรจที่มากกว่า นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินเพื่อใช้แลกเปลี่ยนและได้รับเงินตอบแทนที่มากขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น หากนักเทรดเข้าถึงมาร์จิ้น 400:1 ได้ ก็จะแลกเปลี่ยนเงิน 4,000,000 ยูโรได้โดยต้องมีแค่ 10,000 ยูโรในมาร์จิ้น แปลว่าต้องวางเงินเพียง 0.25% ของการซื้อขายเพื่อเป็นมาร์จิ้นเท่านั้น ทำให้นักเทรดได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า

อะไรบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดฟอเร็กซ์

1. อัตราดอกเบี้ย: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเป็นส่วนโฟกัสหลักในการซื้อขายฟอเร็กซ์เสมอมา อัตราฟอเร็กซ์ อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสัมพันธ์กันทั้งหมด การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าสกุลเงินของประเทศหนึ่งดีขึ้นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็ให้อัตราที่สูงขึ้นต่อผู้ให้กู้ จึงจะดึงดูดเงินทุนต่างประเทศได้มากขึ้น ทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น

2. เงินเฟ้อ: คือการวัดการเพิ่มหรือลดของระดับราคาเมื่อเวลาผ่านไป ในประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าประเทศอื่น เงินจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศที่มีเงินเฟ้อสูง เงินจะมีค่าน้อยลง และมักจะมาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

3. ดุลการค้า/ดุลการชำระเงิน: ค่าของเงินจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากกระแสการเงินที่เป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อการนำเข้ามีมากกว่าการส่งออก ก็จะมีแนวโน้มว่ามูลค่าของเงินจะตก ส่วนการลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม

4. ข้อมูลการจ้างงาน: บัญชีเงินเดือนนอกภาคเกษตรคือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจำนวนประชากรที่มีการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจะมีการปล่อยข้อมูลนี้ออกมากทุกวันศุกร์แรกของเดือนโดยสำนักสถิติแรงงาน หากการจ้างงานลดลงรุนแรงก็จะบ่งชี้ถึงเศรษฐกิจที่หดตัวลง แต่หากเพิ่มขึ้นมากก็จะถือว่าเป็นตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโต

5. ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP): แสดงมูลค่าตลาดรวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตในประเทศในแต่ละปี อัตราการเติบโตของ GDP ที่สูงเกินคาดอาจหมายถึงการที่ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งขึ้นด้วย สมมุติว่าไม่มีอย่างอื่นเปลี่ยนแปลง

6. เสถียรภาพและประสิทธิภาพทางการเมือง: สถานะทางการเมืองและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของค่าเงินได้ ประเทศที่มีความเสี่ยงจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองน้อยกว่าจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากกว่า ดึงเอาการลงทุนมาจากประเทศอื่นได้มากกว่าด้วยเสถียรภาพทางการเมืองและการเงิน แต่ประเทศที่อาจมีปัญหาการเมืองจะประสบกับการลดค่าในอัตราแลกเปลี่ยน

7. นโยบายการเงิน: นโยบายการเงินจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจและจำนวนเงินรวม เมื่อดอกเบี้ยจริงสูงขึ้นโดยเฉลี่ย ความต้องการค่าเงินในประเทศก็จะเพิ่มขึ้นเพราะว่าบรรดาผู้ที่ถือเงินต่างประเทศก็ต้องการจะซื้อเงินในประเทศ เพื่อใช้ซื้อสินค้าทางการเงิน (ไม่มีอย่างอื่นเปลี่ยนแปลง)

8. ปัจจัยอื่นๆ: มีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจกระทบการซื้อขายฟอเร็กซ์ ดังนี้:

ผลผลิต: ผลผลิตคือปัจจัยสำคัญของชาติ เป็นรากฐานหนึ่งที่วางโครงสร้างราคาให้ประเทศ กำลังแรงงานที่สร้างผลผลิตได้มากกว่า (มีสินค้าเพิ่มขึ้นทุกชั่วโมงหรือทุกวัน) จะได้รับค่าแรงที่สูงขึ้นและยังกำหนดราคาให้ผลิตภัณฑ์เพื่อการแข่งขันได้

ภัยธรรมชาติ: ภัยธรรมชาติที่รุนแรงอาจกระทบโอกาสในการเติบโตของประเทศ หรืออาจเพิ่มจำนวนหนี้ของรัฐบาลได้ด้วย นอกจากนี้ หากภัยธรรมชาติมีผลกระทบรุนแรงต่อโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจ ก็เป็นไปได้ว่าธนาคารกลางจะลดระดับอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ภัยธรรมชาติมีผลกระทบต่อค่าเงินของประเทศอย่างที่ไม่มีใครต้องการ

การเก็งกำไรสกุลเงิน: การเก็งกำไรสกุลเงินอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าจริงของสกุลเงินฟอเร็กซ์ได้ นักเก็งกำไรของสถาบันขนาดใหญ่ (เช่น กองทุนป้องกันความเสี่ยง) จะมีกำลังที่จะเดิมพันกับค่าเงินใดๆ ก็ตามเพื่อผลกำไร

การปลดค่าของเงินตรา: คือการถอดหน่วยสกุลออกจากสถานะเดิมโดยถูกต้องตามกฎหมาย จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนสกุลเงินของชาติ: เงินรูปแบบปัจจุบันถูกดึงออกจากการไหลเวียนและเลิกใช้ ส่วนมากมักจะแทนที่ด้วยธนบัตรหรือเหรียญใหม่ การปลดค่าของเงินตราจะส่งผลให้เงินในประเทศอ่อนลงและเสียการถือครองอัตราแลกเปลี่ยนกับธนาคารกลาง